ขนส่งรับ ลัมโบร์กินี “เบนซ์ เรซซิ่ง” ทะเบียนซ้อน

นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยกรณีรถยนต์หรูยี่ห้อลัมโบร์กินี รุ่นกัลลาโด (Lamborghini Gallardo) รุ่นย่อย SuperLeggera LP 570-4 สีเทา-ดำ ทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร ที่มีมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ในความครอบครองของนายอัครกิตติ์วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง สามีนักแสดงสาวแพท ณปภา ตันตระกูล อาจมีการสวมทะเบียนว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าป้ายทะเบียนรถลัมโบร์กินีทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร มีผู้ครอบครองป้ายทะเบียนเป็นของชาว อ.ลี้ จ.ลำพูน โดยจดทะเบียนในนามรถโฟล์คสวาเกนสีขาว ซึ่งไม่ใช่ ลัมโบร์กินี กัลลาโด รุ่น SuperLeggeraLP 570-4 สีเทาดำ แต่อย่างใด ทั้งนี้เลขทะเบียนเดียวจะมีรถเพียงหนึ่งคันเท่านั้นหากผู้ใดนำป้ายทะเบียนที่มีเลขซ้ำกันไปติดถือเป็นเป็นการสวมทะเบียน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง นายณันทพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้รอเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบความชัดเจนพร้อมเอกสารของรถคันดังกล่าวก่อน

ว่าเหตุใดถึงไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนตามความจริงหากเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการตรวจสอบป้ายทะเบียนดังกล่าวอาทิ ตรวจสอบเลขตัวถัง เลขเครื่องยนต์ สีรถ มาให้กรมการขนส่งทางบกพร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการให้ นายณันทพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปัญหาการสวมทะเบียนมักเกิดขึ้นกับการซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอยที่ผู้ซื้อไม่นำรถไปดำเนินการตรวจสภาพรถและจดทะเบียนด้วยตนเองตามขั้นตอนของกรมฯ ทำให้เกิดช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพนำรถโจรกรรมมาหลอกขาย โดยอาจเกิดขึ้นได้ในลักษณะต่างๆ เช่นรถได้มาอย่างผิดกฎหมาย ตอกเลขตัวถัง เครื่องยนต์ใหม่ และทำคู่มือเอกสารการโอนปลอมหรือซื้อซากรถที่ใช้งานไม่ได้แล้วแต่ยังมีทะเบียนถูกต้อง

เพื่อนำรถรุ่นเดียวกันสีเดียวกัน มาสวมทะเบียนแทน โดยทำการเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่ทั้งเลขตัวถังและเลขคัสซีให้ตรงกับเอกสาร ส่วนอีกวิธีคือสวมทะเบียนเฉพาะป้ายโดยจะปลอมป้ายทะเบียน เครื่องหมายเสียการเสียภาษี รวมทั้งปลอมคู่มือประจำรถซึ่งการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปีปรับสูงสุด 10,000 บาทหากคดีถึงที่สุดกรมฯจะเพิกถอนการจดทะเบียนรถทันที นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดตามมาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ที่กำหนดให้รถทุกคันต้องมีและติดแผ่นป้ายทะเบียนและเครื่องหมายการเสียภาษีที่ทางราชการออกให้เท่านั้นฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางบกแจ้งว่า สำหรับผู้ครอบครองป้ายทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร คือ น.ส.ธัญรัตน์ วีรเดชะชาว อ.ลี้ จ.ลำพูน

พี่ชาย-ผจก.ส่วนตัว รุดให้กำลังใจ แพท ห่วงใกล้คลอด วอน เบนซ์ เรซซิ่ง เข้าแจงตำรวจ

 

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบช.ปส. ป.ป.ส. สนธิกำลังเข้าตรวจค้นหลายจุดที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดนายไซซะนะ ไฮโซชาวลาว และเหว่ย เซียะ กัง โดยจุดสำคัญ เป็นร้านแอเรีย 51 จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถบิ๊กไบค์ และอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ ตั้งอยู่ด้านล่างของอาคารธนดล แมนชั่น ซอยอินทามระ 51 ของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ เรซซิ่ง อายุ 30 ปี สามีน.ส.ณปภา ตันตระกูล หรือแพท นางเอกชื่อดังที่กำลังตั้งครรภ์ หลังจากเจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงของรถสปอร์ตหรูลัมโบกินี มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ของเบนซ์ เรซซิ่ง เชื่อมโยงกับเครือข่ายนายไซซะนะ ขณะที่ แพท ณปภา นอนพักอยู่ห้องพักด้านบนแมนชั่นดังกล่าว

เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ล่าสุดเมื่อเวลา 14.30น. ที่ธนดลแมนชั่น ซอยอินทามาระ 51 นายอนุชา ตันตระกูล อายุ53ปี พี่ชายของแพท ณปภา ตันตระกูล เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจแพท โดยเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าวันนี้มาเยี่ยมน้องสาวเพราะเป็นห่วง เนื่องจากอีกไม่กี่วันจะคลอดแล้วและอยากมาให้กำลังใจ ทั้งนี้หลังจากรู้เรื่องแทบช็อกว่าเกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร พยายามติดต่อแพทแล้วแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ในเรื่องส่วนตัวของแพททางครอบครัวไม่เคยเข้าไปยุ่ง เพราะเคารพในเรื่องส่วนตัวและเห็นว่ารักกันดี แพทเป็นคนฉลาด และระมัดระวังตัวเองมาตลอด ส่วนตัวเบนซ์ เรซซิ่ง เคยพบแค่2ครั้ง รู้จักกันผิวเผิน ตอนนี้เชื่อในตัวแพท และเชื่อว่าแพทไม่รู้เรื่องมาก่อน เพราะถ้ารู้เรื่องเบนซ์คงไม่ได้เข้ามาในชีวิตแพท

ส่วนสภาพจิตใจของแพทตอนนี้น่าจะแย่ คนกำลังจะเป็นแม่คนแต่ยังมาเกิดเรื่องแบบนี้ หลังจากนี้เรื่องของแพทกับเบนซ์นั้นจะดำเนินยังไงต่อไปต้องให้ทั้งคู่ตัดสินใจ เพราะทางผู้ใหญ่บอกว่าตอนนี้เบนซ์ยังไม่ใช่ผู้ต้องหาเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยที่ครอบครองทรัพย์สินสินของผู้ต้องหาเท่านั้น ต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะถ้าเบนซ์เป็นคนผูกก็ต้องเป็นคนแก้ ตอนนี้เป็นห่วงแพทและหลานมากกว่าเพราะเป็นคนในครอบครัว ส่วนเบนซ์ตอนนี้ก็ยังเป็นคนในครอบครัว อยากให้ออกมาพบเจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้”เก่ง”เป็นผู้จัดการของแพทได้เดินลงมาหลังแมนชั่น หลังจากขึ้นไปเยี่ยมแพท และได้พูดคุยกับนายอนุชา ก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถพร้อมกับพูดว่า “ไม่ให้สัมภาษณ์”และขับรถออกไป

ที่มาของข้อมูล:มติชน

ชมชัดๆ “น้องลิษา” เด็กหญิงวัย 12 โชว์ประกอบปืนแบบมืออาชีพ เผยโตขึ้นอยากเป็นตำรวจ

1-80-696x403หลังจากที่ได้มีการนำเสนอ ด.ญ.ศลิษา วสุวัติ หรือน้องลิษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.พุทธิโสภณ วัย 12 ปี ชาวเชียงใหม่ ที่ช่วยพ่อประกอบอาชีพล้างปืน ให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ โดยน้องลิษา ได้มีความสามารถพิเศษ ในการถอดและประกอบอาวุธปืน อย่างมีความชำนาญและคล่องแคล่ว จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ยปากชมว่าเป็นเด็กที่มีความสามารถอย่างมาก

วันนี้ (3 ก.พ.) ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ได้กลับไปหา น้องลิษา อีกครั้ง เพื่อให้น้องได้สาธิตวิธีการล้างปืน ถอดและประกอบปืน ให้เห็นว่าเด็กหญิงวัย 12 ปีคนนี้เก่งสมคำร่ำลือจริงๆ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อประจักษ์ วสุวัต เจ้าของกิจการและผู้สอนน้องลิษามากับมือ ได้เปิดเผยว่า น้องลิษา มีความใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งคุณพ่อก็สนับสนุนอย่างเต็มที่หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่หมายเลข 089-997-1481 เพื่อใช้บริการ แต่คุณพ่อประจักษ์ ระบุว่าให้บริการให้กับหน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น

ชาวอรัญประเทศ แห่ช่วยเหลือคุณยายอยู่ลำพัง ทางอำเภอขอดูแลจะไม่ปล่อยให้เดียวดาย

201702031848561-20110512164110-696x403หลังจากกรณีที่ สมาชิกเฟซบุ๊ก คุณ  Sudapron Gangetthim ได้ช่วยเหลือและเผยแพร่ชีวิตของคุณยายท่านหนึ่ง ที่อาศัยอยู่บ้านคนเดียวต้องนอนใต้ถุนบ้านทุกคืนนั้น อ่านข่าว ยายชีวิตรันทด ไม่กล้าขึ้นบันได นอนใต้ถุนบ้านทุกคืน ลูกชายจากไปนานแล้ว ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา

วันที่ 3 ก.พ. นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา นายอำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อมด้วยนายนิรุติ ฆ้องเกิด ปลัดอำเภออรัญประเทศ ได้นำคณะนำของกินของใช้ เข้าไปเยี่ยมนางสงวน ชิดชมนาค อายุ 78 ปี ที่บ้านเลขที่ 80 ม. 7 บ้านดงงู ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ หลังเข้าไปถึงพบคุณยายกำลังนอนอยู่บนเปล สภาพของร่างกายผอม ไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากอดมื้อกินมื้อ อาศัยอยู่บนบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นที่สูง สภาพเก่าแก่ ขึ้นลงลำบาก นางสงวนจึงต้องลงมาอยู่ใต้ถุนบ้าน ผูกเปลนอนมานานแล้ว

นายสวนิต ไถ่ถามถึงชีวิตคุณยายจนทราบว่า มีลูกสองคน ลูกชายเสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนลูกผู้หญิงได้แต่งงานกับชาวต่างชาติแล้วก็ไปอยู่ต่างประเทศ ไม่เคยกลับมาเยี่ยมยายเลย ยายก็ได้เงินผู้สูงอายุ 700 บาท ต่อเดือนใช้จ่ายไปวันๆ แต่บางครั้งก็มีชาวบ้านเขาสงสาร เอาข้าวสารมาแบ่งให้พอได้กิน คุณยายบอกว่าวันนี้ที่พบชาวบ้านที่มาเยี่ยมกันไม่ขาดสาย จากเรื่องราวได้เผยแพร่ จึงได้นำสิ่งของมามอบให้

หลังนายสวนิต และคณะทราบเรื่องราวจากคำบอกเล่าของคุณยายแล้ว ก็ได้สั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ หาทางช่วยเหลือคุณยายเนื่องจากหากปล่อยให้อยู่เพียงลำพังถ้าเป็นลมเป็นแล้งคงจะลำบากเพราะไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน อีกทั้งนายสวนิตให้กำลังใจคุณยาย ให้เข้มแข็ง สู้ชีวิตต่อไป โดยทางอำเภอจะเป็นผู้ดูแลเอง

พยาบาลสาวขับเก๋งจะยูเทิร์น เจอปิกอัพขนคนงานชนโครมพลิกคว่ำเจ็บอื้อ

พยาบาลสาวขับเก๋งจะยูเทิร์น เจอปิกอัพขนคนงานชนโครมพลิกคว่ำเจ็บอื้อ
พยาบาลสาวรพ.นาดี ขับเก๋งยาริสออกจากตลาดนัดกำลังจะยูเทิร์น มีปิกอัพรับส่งพนักงานเต็มคันรถวิ่งมาด้วยความเร็ว เกิดเฉี่ยวชน จนรถเทกระจาดพลิกคว่ำ ทำให้พนักงานบาดเจ็บหลายราย เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 1 ก.พ.60 ร.ต.อ.วิฑูรย์ วงศ์ใหญ่ พนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี รับแจ้งจากศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจะพุทธธรรมกบินทร์บุรี ว่า เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย บริเวณจุดกลับรถหน้าหมู่บ้านก้องตะวันวิลล่า ถนนสายสุวรรณศร 33 สระแก้ว-กบินทร์บุรี หลัก กม. 202-201 ม.8 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่เกิด

เหตุพบเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฯ และกู้ชีพฯ กำลังช่วยกันปฐมพยาบาลช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 6 ราย เป็นหญิง 5 คน และชาย 1 คน ส่วนใหญ่ แขน และขาหัก นำส่งโรงพยาบาลกบินทร์บุรี เพื่อให้แพทย์รักษาต่อไป และในที่เกิดเหตุพบรถยนต์ปิกอัพ ยี่ห้อนิสสัน บิ๊กเอ็ม สีน้ำเงิน ทะเบียน ผค 7046 นครราชสีมา ซึ่งเป็นรถรับส่งพนักงานของบริษัทไทยฟู๊ด จำกัด ในลักษณะพลิกตะแคง อยู่ข้างทาง ห่างไปเล็กน้อย พบรถยนต์เก๋งนั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีขาว ทะเบียน 5 กน 6773 กรุงเทพมหานคร สภาพรถด้านหน้าพังได้รับความเสียหาย มี น.ส.พิมมาดา มานพ อายุ 36 ปี พยาบาล รพ.นาดี เป็นคนขับ

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถยนต์เก๋งนั่งส่วนบุคคล ได้ขับรถออกมาจากตลาดนัดศุภผล ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียงเล็ก ขณะกำลังจะยูเทิร์นเลี้ยวกลับไปทางอำเภอนาดี เป็นจังหวะเดียวกันที่รถรับส่งพนักงานรับคนงานมาเต็มคันเพื่อไปส่งกลับที่พัก ทำให้รถรับส่งพนักงานเฉี่ยวชน จนรถพลิกคว่ำและมีพนักงานที่นั่งมาในรถทั้งหมดได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ผู้สื่อขาวรายงานว่า สำหรับบริเวณจุดกลับรถดังกล่าว มักจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากจุดดังกล่าวมักมีรถยนต์เข้า- ออกจากฝั่งตลาดนัดเลี้ยวกลับรถ ทำให้ขวางช่องของรถยนต์ที่มาจากทางตรง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้วจำนวนหลายราย

เสนอให้เปิดเขาคิชฌกูฏทั้งปี อ้างแก้แออัด-ขยะล้น จัดระเบียบเขาคิชฌกูฏ

16174509_1190892407673987_9219997306138880342_n-696x485จัดระเบียบเขาคิชฌกูฏ ให้คนเข้านมัสการรอยพระพุทธบาท ห้ามมีร้านอาหารข้างบนเด็ดขาด ส่วนคนเดินทางให้พกพาอาหารไปเอง และต้องเอาขยะลงมาทิ้งข้างล่างด้วย เพื่อจัดการเรื่องปัญหาขยะ และปรับทัศนวิสัยที่ดี เตรียมจุดรถบริการ 3 จุด วิ่งต่อเดียวถึง เล็งปรับเส้นทางช่วงฤดูฝน เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชน เข้านมัสการได้ตลอดทั้งปี จากแต่เดิมเปิด เพียงแต่ 2 เดือนในช่วงต้นปี ขณะที่ชาวบ้าน เป็นห่วงกระทบระบบนิเวศน์

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. นายทรงธรรม สุขสว่าง ผอ. สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีการ จัดงานนมัสการรอยพระพุทธบาท (พลวง) เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ว่า กรมอุทยานฯ มีหน้าที่ประสานงาน และให้ความร่วมมือกับทางจังหวัดให้จัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยปีนี้กำหนดเปิดให้ประชาชน พุทธศาสนิกชน นักแสวงบุญขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 28 ม.ค. – 28 มี.ค.

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย ทางจังหวัดวางระเบียบและเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติหลายเรื่อง โดยมีรถบริการของคนในท้องถิ่นอำนวยความสะดวก รับ-ส่ง ขึ้นเขา รวม 142 คันแบ่งเป็น 3 คิว คือที่วัดพลวง วัดกระทิง และหน้าที่ว่าการอำเภอเขาคิชฌกูฏ มีการเปลี่ยนแปลงให้รถวิ่งยาวจากพื้นราบไปบนยอดเขาจุดพระสีวลี ไม่มีการต่อรถกลางเขาเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา อัตราค่าโดยสารเที่ยวละ 100 บาท แต่ละเที่ยวรถจะใช้เวลา ขึ้น-ลง เขาประมาณ 1 ชั่วโมง จากระยะทาง 9 ก.ม. 148 โค้ง

นายทรงธรรมกล่าวว่า อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานฯ ตามระเบียบของกรมอุทยานฯ ในอัตราผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท ส่วนชาวต่างชาติเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท เด็ก 50 บาท และเปิดให้ขึ้น-ลง เขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่ประสงค์จะเดินเท้าขึ้นเขาก็สามารถเดิน ขึ้น-ลง เขาได้ตามสะดวก แต่ขอให้เตรียมอาหาร และน้ำดื่มขึ้นไปเอง รวมทั้งหากขึ้นกลางคืนเตรียมไฟฉายส่องสว่างด้วยก็จะดี

“เก่ง ลายพราง” เปิดใจ! ปมโมโหชั่ววูบจนทำให้โพสต์ไล่เมีย ตอนนี้ยัง 50/50 จะหย่าหรือคืนดี

6565854210000-696x392จากกรณี เก่ง ลายพราง คนดังโลกโซเชียล โพสต์ข้อความไล่ภรรยาสาว น้องเนย สายธาร ระบุใครจะเอาไปทำเมียก็เชิญ และยังด่าภรรยาอีกต่างๆ นานาในเฟซบุ๊ก จนเป็นกระแสฮืฮฮาในโลกออนไลน์ แต่แล้วในเวลาต่อมา หนุ่มเก่งสร้างกระแสฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการประกาศอยากขอคืนดีกับภรรยาของตน แต่ดูเหมือนว่า น้องเนย ยังไม่อยากคืนดีด้วยในเวลานี้

ล่าสุด หนุ่มเก่ง ลายพราง ออกรายการ APOP บันเทิง 34 ทางช่องอัมรินทร์ เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า เรื่องราวปัญหาทั้งหมดเริ่มมาจากตอนที่ตนกลับจากงานร้องเพลงที่จ.เชียงราย เมื่อมาถึงบ้านภรรยาไม่อยู่ จึงโทรศัพท์หาน้องเนยแต่โทรไม่ติด ก็โมโหมาก เพราะบอกก่อนแล้วว่าไม่อยากให้ไปไหนตอนดึกๆ เลยโพสต์ทางเฟซบุ๊ก ตอนที่ทะเลาะกันตนพิมพ์ข้อความไปยาวมาก แต่ภรรยาบอกแค่ว่า ขับรถถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว แต่เช้าวันต่อมา จึงถามแม่ของตัวเอง แม่บอกว่าเมื่อวานภรรยาเข้าบ้านแล้วและยังคุยกันอยู่เลย ทำให้ตนสำนึกได้

เก่งบอกว่า ตนด่าภรรยาทั้งยังแท็กพ่อแม่ของฝ่ายหญิง บอกว่าขอทำเรื่องหย่า แต่เพียง 5 นาทีตนก็ลบข้อความนั้นออก แต่โซเชียลไปไวมาก ตอนเช้าตนยังโทรไปหาแม่เนย เพื่อบอกเรื่องจะหย่า แม่ของเนยบอกว่า ไม่ได้เสียใจว่าจะหย่า แต่เสียใจที่นำเรื่องไปพูดในโซเชียล

เก่งเปิดเผยว่า ปัญหาครอบครัวส่วนใหญ่มาจากเรื่องงานที่ภรรยาลงไม่ครบจนมีปัญหากับคนที่มาจ้าง ทั้งเวลาทะเลาะกันภรรยาก็จะขอเลิกอย่างเดียวเป็นปัญหาเดิมๆ เก่งยังบอกด้วยว่าตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่ได้คุยกับภรรยา ก็มีแท็กข้อความไปหาบ้าง แต่ไม่ได้คุยทางโทรศัพท์ ที่ผ่านมาน้องเนยบอกแล้วว่ายังไงก็จะไม่กลับมา

เก่งยังกล่าวอีกว่า ตอนนี้ 50/50 ไม่รู้จะหย่าหรือกลับมาอยู่ด้วยกัน ทุกอย่างเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้ากลับมาแล้วมีปัญหาเดิมๆ ก็จะเป็นประเด็น ก็ต้องถามว่าถ้ากลับมาแล้วจะอยู่บ้านไหม จะไม่ติดเพื่อนไหม จะลงงานไหม เวลา 2 ปี ที่ผ่านมาก็ยังรักอยู่

“ขอโทษ เป็นคำเดิมที่พูดในวันนั้น ที่เราผิดในอารมณ์ชั่ววูบ ก็ยอมรับผิด เป็นอารมณ์ชั่ววูบ เราทะเลาะกันบ่อยแต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย แค่พิมพ์ด่ากันไปมา หากกลับมาก็โอเค แต่ต้องคุยกัน ตอนนี้อยากให้กลับมา 50 อยากให้หย่า 50 ต้องคุยกันก่อน ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่เขาโอเคหรือเปล่า ญาติๆ เขาอาจไม่พอใจเรา อยากจะขอโทษคุณพ่อคุณแม่ที่เราดพสต์ข้อความตรงนั้นแล้วแท็กไปหา ตลอด 2 ปี ก็ดูแลลูกสาวเขาดีตลอด”

“อยากจะฝากไว้เลย การที่เราจะทำอะไรด้วยอารมณ์ สื่อโซเชียลมันเร็วมากๆ บางคนยอดฟอลโลวน้อย แต่ถ้าเราเปิดสาธารณะคนทั้งประเทศก็จะเห็น ก่อนที่เราจะทำอะเไรต้องคิดนิดหนึ่ง ถ้าเราคิดผิดชีวิตเปลี่ยนทันที” เก่งทิ้งท้าย

เปิดกรุ “ไซซะนะ” เจ้าพ่อค้ายา ตะลึงมีรถหรู 5 พันคันที่ลาว ส่งขายไฮโซไทย!!

52112510000002000-696x392จากเมื่อวันที่ 19 ม.ค. กรณีมีการจับกุม นายไซซะนะ แก้วพิมพา อายุ 42 ปี ชาวลาว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา และเป็นเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
และล่าสุดวันที่ 2 ก.พ. ตำรวจยังขยายผลบุกค้นบ้านของเบนซ์ เรซซิ่ง เพราะอาจเกี่ยวพันกับเครือข่ายของนายไซซะนะ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา หลังการจับกุมนายไซซะนะ สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย ของสปป.ลาว ได้รายงานกรณีการจับกุมดังกล่าว และได้เผยแพร่เพจเฟชบุ๊ก ของนาย ไซซะนะ และกลุ่มเพื่อนที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ก่อนจะถูกจับกุม นอกจากนี้ยังได้นำภาพการใช้ชีวิต ของนายไซซะนะ ที่หรูหรามีรถยนต์หรู และซุปเปอร์คาร์ จำนวนหลายคันจอดเรียงอยู่ภายในบ้านพัก ที่ประเทศลาว โดยมีรายงานข่าวของตำรวจแจ้งว่า นายไซซะนะมีรถหรู ซูเปอร์คาร์ รถสปอร์ต ในครอบครองกว่า 5,000 คัน ซึ่งจะขนย้ายรถสปอร์ตเหล่านี้เข้ามาในเมืองไทยให้ไฮโซหลายรายเพื่อฟอกเงิน

สาวอุดรบน “เจ้าปู่ศรีสุทโธ” ฝันเห็นงูใหญ่ก่อนถูกรางวัลที่ 1 เตรียมแก้บนถวายที่ “คำชะโนด”

5452152102100000-696x392วันที่ 2 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก T’tongnueng Ratchawong หรือน.ส.พรรณิภา ศรีละบุตร หรือน้องตอง วัย 19 ปี โพสต์ภาพคู่กับลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดที่ผ่านมา มูลค่า 6 ล้านบาท เผยก่อนถูกหวยได้ไปไหว้เจ้าปู่ศรีสุทโธ ที่คำชะโนด ทั้งยังฝันเห็นงูใหญ่ด้วย

โดยหลังการประกาศผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 ก.พ. น.ส.พรรณิภา โพสต์ภาพตัวเองพร้อมข้อความระบุว่าขอบคุณพรจากสวรรค์ ขอบคุณปู่ศรีสุทโธ ขอบคุณพระคุณ คุณแม่ คุณพ่อที่ให้ลูกคนนี้เกิดมาบนโลกใบนี้ กราบขอบคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ไม่ได้เอ่ยด้วยนะคร่า ขอบคุณจากใจคร่าาาา ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตัวลูกและครอบครัว ญาติพี่น้องทุกท่าน ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง สาธุ สาธุ สาธุ

ทั้งนี้ น้องตอง เป็นชาวอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ไปทำงานกับแม่ที่ จ.สุพรรณบุรี ได้ 3 ปีแล้ว ที่ผ่านมาเคยไปกราบไหว้เจ้าปู่ศรีสุทโธที่คำชะโนดหลายครั้ง ได้ดูข่าวคนถูกหวยรางวัลที่ 1 ทางโทรทัศน์ จึงบนกับท่านขอให้ถูกรางวัลที่ 1 วันก่อนหวยออกฝันว่ามีงูใหญ่เข้ามาในมุ้งของตนและรัดตัวจนตกใจตื่น วันหวยออกช่วงเย็นจึงทราบว่าถูกรางวัลที่ 1  สำหรับเงินรางวัล น้องตองจะนำไปให้พ่อแม่ใช้หนี้ นำทำบุญ และจะไปแก้บนกับเจ้าปู่ศรีสุทโธที่คำชะโนดด้วย

น้ำใจ! สาวน้ำใจงามเจอเงิน เฉียด 4 หมื่นส่งคืนเจ้าของ

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. น.ส.จวนใจ บำรัมย์ อายุ 34 ปี ลูกจ้างร้านถ่ายเอกสารเทคนิคก๊อปปี้ ตั้งอยู่ถนนรมย์บุรี ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ ได้ส่งมอบเงิน 39,111 บาท ที่เก็บได้บริเวณถนนธานีหน้าธ.ทหารไทย เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาส่งมอบคืนให้กับ น.ส.ประภัสศร อินทสิทธิ์ อายุ 19 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ทำหล่นหาย โดย น.ส.ประภัสศร เล่าว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้นำเงินของบริษัท 39,111 บาท ใส่ในกระเป๋าหิ้วสีฟ้า

เพื่อจะนำไปฝากเข้า ธ.กสิกรไทย แต่ก่อนจะไปถึงธนาคาร จะแวะส่งเอกสารที่ไปรษณีย์ หลังจอด จยย.กำลังจะเดินขึ้นไปรษณีย์ก็ไม่เห็นกระเป๋าหิ้วดังกล่าวแล้ว ก็รู้สึกตกใจมากโดยไม่รู้ว่าทำหล่นหายตรงไหน จึงรีบขับรถไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งตนเองเครียดมากร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปคืน จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาแม่ที่ จ.เชียงรายให้นำทองคำหนัก 2 บาทไปจำนำที่ร้านทองได้เงิน 30,000 บาท และจยย.ไปเข้าไฟแนนซ์อีก10,000 บาท เพื่อนำเงินไปคืนให้กับบริษัท

กระทั่งเพื่อนโทรฯมาบอกว่าทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ ไทย (สวท.) จ.บุรีรัมย์ได้ประกาศว่ามีผู้เก็บกระเป๋าเงินได้ หากใครเป็นเจ้าของให้มาติดต่อ ซึ่งตนได้ขอบคุณ น.ส.จวนใจ พลเมืองดีที่เก็บเงินได้แล้วนำส่งคืน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่าสังคมไทยยังไม่สิ้นคนดีจริงๆ ด้าน น.ส.จวนใจ เล่าว่า ขณะขี่จยย.ไปกับหลานชาย 7 ขวบกลับจากนำเครื่องคอมพ์ไปลงโปรแกรม และกำลังจะกลับก็เห็นกระเป๋าหิ้วสีฟ้าตกอยู่หน้า ธ.ทหารไทยจึงวนกลับไปดู และให้หลานเก็บแต่เมื่อเปิดดูพบเงิน 39,111บาท จึงไปแจ้งความและให้ สวท.บุรีรัมย์เป็นสื่อกลาง ช่วยประกาศตามหาไม่คิดจะเอาเป็นเจ้าของ เพราะคิดว่าเจ้าของเงินคงจะเดือดร้อน ขณะที่นางวาสนา แถวเพ็ชร ผอ.สวท.ได้กล่าวชื่นชมในความซื่อสัตย์และมีน้ำใจของ น.ส.จวนใจ พร้อมจะเสนอให้ทางจังหวัดจัดทำโล่ประกาศเกียรติยกย่องเป็นคนดีของสังคมอีกด้วย